Home > News
Thailand's Economic Fact Sheet.

 

 

 ข้อมูลภูมิหลังและประเด็นสนทนาเรื่องเศรษฐกิจไทย

๑. ภาพรวมเศรษฐกิจไทย
            ๑.๑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี ๒๕๕๗ จะขยายตัวร้อยละ ๑.๐ (ปี ๒๕๕๖ ขยายตัวร้อยละ ๒.๙ ด้วยมูลค่า ๓๘๗ ล้านล้านบาท) ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มจะขยายตัวร้อยละ ๐ และการบริโภคภาคครัวเรือนจะขยายตัว ร้อยละ ๑.๒ ในขณะที่การลงทุนคาดว่าจะหดตัวร้อยละ ๑.๙ และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ ๒.๑
            ๑.๒ การปรับลดประมาณการของ GDP ที่ร้อยละ ๑.๐ (จากเดิมที่ สศช. ได้ประมาณการไว้ที่ร้อยละ ๑.๕-๒.๐ ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๑๘ ส.ค. ๒๕๕๗) มีสาเหตุหลัก ได้แก่ (๑) เศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ ๓ ขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสที่ ๒ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นและยุโรป
ยังอ่อนแออยู่ (๒) ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งยังหดตัวต่อเนื่อง (๓) การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด และ (๔) การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า
              ๑.๓ เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๘ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นที่ร้อยละ ๓.๕-๔.๕ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ อาทิ (๑) การส่งออกที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (๒) การปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว (๓) การลงทุนของภาคเอกชนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมแล้วในปี ๒๕๕๗ (๔) การเร่งการใช้จ่ายและการดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐ เป็นต้น
              ๑.๔ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ปี ๒๕๕๗
ที่ร้อยละ ๐.๘ โดยการใช้จ่ายในประเทศปรับดีขึ้น แต่ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้ากว่า
ที่ประเมินไว้เดิม ซึ่งส่งผลให้การเติบโตในปี ๒๕๕๘ ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย ธปท. ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๘ ที่ร้อยละ ๔.๐ (จากเดิมร้อยละ ๔.๘) อย่างไรก็ดี ในปี ๒๕๕๘ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว และการลงทุนของภาคเอกชนตามแผน
              ๑.๕ เมื่อวันที่ ๑ ต.ค. ๒๕๕๗ บริษัทฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) รายงานว่า ลำดับของประเทศไทยคงอยู่ที่ BBB+ โดยระบุว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ร้อยละ ๔    ในปีหน้า จากการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการใช้จ่ายที่มากขึ้นของภาครัฐ
 
๒. นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การบริหารราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  
                ๒.๑ คสช. ให้ความสำคัญกับการสร้างและฟื้นฟูความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในช่วงที่เหลือของปี ๒๕๕๗ โดยมีมาตรการเร่งด่วน คือ
(๑) การแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าว (๒) การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ (๓) การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการลงทุน อาทิ การตั้งบอร์ด BOI เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ การแก้ปัญหาการขอใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนการหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs

 

              ๒.๒ คสช. ได้ดำเนินงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ  
                          ๒.๒.๑ การอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ด BOI – หัวหน้า คสช. เป็นประธาน) ที่คั่งค้าง ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนที่เคยชะลอการลงทุนก่อนหน้านี้ และเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม
                                      ๒.๒.๒ การเห็นชอบในหลักการ (เมื่อวันที่ ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๗) กรอบยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๕
                                     ๒.๒.๓ การชำระหนี้ค่าข้าวประมาณ ๙๒,๐๐๐ ล้านบาทให้ชาวนาประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ราย  ที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต ๒๕๕๖/ ๒๕๕๗ ได้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๕๗
                          ๒.๒.๔ การประกาศให้ SMEs เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมแผนการปฏิรูปกลไก/ หน่วยงาน
ที่รับผิดชอบเรื่อง SMEs ให้รองรับเป้าหมายดังกล่าว
                         ๒.๒.๕ การมีนโยบายและกลไกเพื่อผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะ
เขตเศรษฐกิจตามแนวชายแดน
                         ๒.๒.๖ การอนุมัติกรอบงบประมาณประจำปี ๒๕๕๘ วงเงินงบประมาณ ๒,๕๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท  

๓. นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล
              ๓.๑ เมื่อวันที่ ๑๒ ก.ย. ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จำแนกเป็น
๑๑ ด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ “การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ” โดยสถานการณ์ทางการเมืองทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว และเศรษฐกิจไทยยังมีจุดอ่อนที่จะต้องปรับปรุง รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็น
๓ ระยะ ดังนี้                  
                       ๓.๑.๑ ระยะเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที อาทิ การเร่งจ่ายงบลงทุนของปีงบประมาณ ๒๕๕๗  ที่ยังค้างอยู่ กระตุ้นการลงทุนด้วยการเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพต่างๆ ดูแลเกษตรกรให้มีรายได้ ลดอุปสรรคในการส่งออกเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และดึงนักท่องที่ยวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย
๓.๑.๒ ระยะต่อไปที่ต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่คั่งค้าง ได้แก่ การประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกันเพื่อที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่และบางฤดูกาล การปฏิรูปโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงต่าง ๆ การปรับปรุงวิธีการเก็บภาษีให้ครบถ้วน รวมถึงการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนมากกว่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
                      ๓.๑.๓ ระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการในสาขาขนส่ง การพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจเพื่อความโปร่งใส การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรและการเพิ่มบทบาทของ
กลุ่มเกษตรกร ส่งเสริมอุตสาหกรรทที่มีศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SME และ
ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจดิจิทัล         
             ๓.๒ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายและมาตราการทางเศรษฐกิจ ดังนี้ 
                      ๓.๒.๑ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ ๓ เดือน (ต.ค. – ธ.ค. ๒๕๕๗) ในวงเงินรวม ๓๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ เมื่อวันที่ ๑ ต.ค. ๒๕๕๗ ประกอบด้วยมาตรการเพื่อการสร้างงานในวงเงิน ๓๒๔,๐๐๐ ล้านบาท และมาตรการเพิ่มรายได้ชาวนาในวงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งจะใช้งบประมาณคงค้างของปี ๒๕๕๗ และงบประมาณปี ๒๕๕๘

                            ๓.๒.๒  ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ ๗ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๔)                           เน้นส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณค่าต่อประเทศ (ทั้งในประเทศและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ) และส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ใหม่ให้ความสำคัญกับประเภทกิจการ อาทิ (๑) กิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
(๒) กิจการเชิงสร้างสรรค์ (๓) กิจการเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และ (๔) กิจการที่พัฒนาจากทรัพยากรในประเทศ นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ฯ จะเน้นเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs เพื่อก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
                          ๓.๒.๓ กรอบยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.๒๕๕๘-๒๕๖๕ระยะเวลา ๘ ปี ประกอบด้วย ๔ ยุทธศาสตร์ย่อย คือ (ก) การสร้างรากฐาน
ความมั่นคงทางสังคม (ข) การสร้างมาตรฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (ค) การสร้างโอกาสสำหรับการ                      ใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน และ (ง) ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง และ             ๕ แผนงาน คือ (ก) การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง (ข) การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ค) การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิต
ที่สำคัญของประเทศ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (ง) การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และ (จ) การเพิ่ม   ขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ โดยกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะลดต้นทุนการขนส่งไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่พึ่งพาถนนเป็นหลักไปสู่การขนส่งในรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางรางและทางน้ำที่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า
                          ๓.๒.๔ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครั้งที่ ๒/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๗ พ.ย. ๒๕๕๗ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน ๕ จังหวัดชายแดนเป้าหมาย ในระดับตำบลและอำเภอ พื้นที่รวมประมาณ ๑.๘๓ ไร่ หรือ ๒๙๓๒ ตร.กม. ดังนี้ (๑) ตาก (๒) มุกดาหาร (๓) สงขลา (๔) สระแก้ว และ (๕) ตราด และตั้งเป้าหมายให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๘  
                          ๓.๒.๕ เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อมุ่งให้ประเทศไทยเป็น “เศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการผลิต การดำเนินธุรกิจ การค้า การบริการ การศึกษา การสาธารณสุข การบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในสังคม รวมถึงการการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น”
                          ๓.๒.๖ การบริหารจัดการน้ำ ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดกลุ่มแผนงานบริหารจัดการน้ำใหม่ให้มีความชัดเจนและไม่ซับซ้อน โดยแบ่งเป็น (๑) น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (๒) การกักเก็บน้ำไว้ใช้
ช่วงภัยแล้ง (๓)  มาตรการป้องกันน้ำท่วม (๔) การปรับปรุงคุณภาพน้ำ และ (๕) การบริหารจัดการน้ำ
เพื่อการเกษตร โดยคาดว่าแผนดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี ๒๕๕๘ สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเดิมที่ได้จัดประมูล ๙ โมดูล บริษัทที่เคยชนะการประมูลตามโครงการเดิมมีสิทธิที่จะเข้าร่วมโครงการ  ที่จัดทำใหม่ ถ้าโครงการที่เสนอมีความสอดคล้องกับแผนงานฉบับใหม่
                      ๓.๒.๗ การปฏิรูปภาษี รัฐบาลได้เตรียมการปรับปรุงโครงสร้างภาษีในเรื่องต่าง ๆ ทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวม ๒๔ เรื่อง โดยในช่วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. ๒๕๕๗ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จพร้อมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน ๔ เรื่อง คือ ภาษีมรดก ภาษีการให้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และ
การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

                          ๓.๒.๘ การปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน มีทิศทางการดำเนินนโยบายเพื่อสร้าง                                    “ความมั่นคงในราคาที่แข่งขันได้” ด้วยการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่มีความเหมาะสมในด้านราคา ความมั่นคง และผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดและอยู่ในระดับที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถแข่งขันได้ สำหรับนโยบายด้านพลังงานในภาพรวมของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้กำหนด
๕ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (๑) การจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ (๒) การสร้างเสริมความมั่นคงและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านพลังงานของประเทศ (๓) การกำกับดูแลกิจการพลังงาน และราคาพลังงาน
(๔) การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ (๕) การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ยึดมั่น
ในหลักธรรมาภิบาล
                          ๓.๒.๙ อื่น ๆ ได้แก่ การสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarters: IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Center:  ITC) ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกที่มุ่งให้ประเทศไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้เป็นศูนย์กลาง
ทางการค้าการลงทุนในระดับโลก โดยการส่งเสริมการเป็นฐานบริหารการเงิน การค้า และการลงทุนของประเทศไทย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตและการเข้าถึงทรัพยากรในประเทศอื่น ๆ

***********************

กองสนเทศเศรษฐกิจ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

รายงานสรุปสภาวะเศรษฐกิจไทยของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไตรมาสที่ ๓/ ๒๕๕๗ เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๗ พ.ย. ๒๕๕๗

รายงานนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับเดือน ธ.ค. ๒๕๕๗

รายงานผลการบริหารราชการแผ่นดินและการผลักดันนโยบายของคณะรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ ๗ ต.ค. ๒๕๕๗